ที่มาของค่าคอมมิชชั่น 5%
ค่าคอมมิชชั่นฝั่ง Banker ทำให้บาคาร่าดูซับซ้อนกว่าที่ควร แต่ที่มาเรียบง่าย กฎการจั่วไพ่ทำให้ Banker ชนะบ่อยกว่า คาสิโนจึงหักส่วนนี้เพื่อให้ทั้งสองฝั่งเสียเปรียบพอกัน
ปัญหาที่ค่าคอมแก้
จาก กฎจั่วไพ่ใบที่สาม Banker ชนะ 45.86% แพ้ 44.62% (ที่เหลือเสมอ) ถ้าจ่าย 1:1 เต็ม ผู้ที่เลือก Banker จะมีผลตอบแทนคาดหวังเป็น +1.24% ต่อหน่วย นั่นคือคาสิโนขาดทุนในระยะยาว จึงต้องมีกลไกลดผลตอบแทนของ Banker ลง
ทำไมต้อง 5%
ค่าคอม c ทำให้ EV ของ Banker = 0.4586 × (1 − c) − 0.4462 คาสิโนต้องการให้ค่านี้เป็นลบเล็กน้อยใกล้เคียงฝั่ง Player
| ค่าคอม | EV ฝั่ง Banker | House edge |
|---|---|---|
| 0% | +0.0124 | −1.24% (ผู้เล่นได้เปรียบ) |
| 2.7% | ≈ 0 | ≈ 0% (จุดคุ้มทุน) |
| 4% | −0.0059 | 0.60% |
| 5% | −0.0105 | 1.06% |
5% เป็นตัวเลขกลมที่ทำให้ Banker ยังคงดีกว่า Player เล็กน้อย (1.06% เทียบ 1.24%) และคำนวณง่ายบนโต๊ะ บางคาสิโนใช้ 4% เพื่อดึงดูดลูกค้า ซึ่งลด house edge ลงเหลือราว 0.6% (ดู โต๊ะค่าคอม 4%)
รูปแบบไม่มีคอมมิชชั่น
คาสิโนหลายแห่งยกเลิกการหักคอมทุกตา (ซึ่งช้าและผิดพลาดง่าย) แล้วแทนที่ด้วยกฎพิเศษหนึ่งข้อที่ให้ผลใกล้เคียง
- No Commission / Super 6 — Banker ชนะด้วยแต้ม 6 จ่ายเพียงครึ่ง (1:2) กรณีนี้เกิดราว 5.4% ของตา ทำให้ house edge ฝั่ง Banker เป็นประมาณ 1.46% สูงกว่าแบบหักคอม
- EZ Baccarat — Banker ชนะด้วยไพ่สามใบรวม 7 ถือเป็นโมฆะ กรณีนี้เกิดราว 2.25% ของตา house edge ฝั่ง Banker ประมาณ 1.02% ใกล้เคียงแบบดั้งเดิม
ทั้งสองแบบอยู่ในหน้า รูปแบบของบาคาร่า
สิ่งที่ค่าคอมไม่ได้เปลี่ยน
ค่าคอมไม่ได้เปลี่ยนว่า Banker ชนะบ่อยกว่า มันเปลี่ยนเพียงจำนวนเงินที่ได้เมื่อชนะ ความเข้าใจผิดที่ว่า "หักคอมแล้ว Banker แย่กว่า Player" จึงไม่ถูกต้อง ดูตัวเลขทั้งหมดใน house edge ของบาคาร่า
